นอนนั้นสำคัญอย่างไร

การนอนหลับพักผ่อนนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของเรา เพราะหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอความสามารถในการดำเนินชีวิตในวันนั้นก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ช่วงเวลานอนที่ดีที่สุดนั้นจะอยู่ที่ประมาณไม่เกินสี่ทุ่ม เพราะช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของจะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

ฉะนั้นแล้วการได้นอนตามเวลาที่ร่างกายของเราต้องการก็จะเป็นผลดีต่อร่างกายของเราอย่างแน่นอน ร่างกายของเราต้องการการพักผ่อนเป็นอย่างมากเพราะหากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเป็นประจำระบบทำงานในร่างกายของเราก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้ แน่นอนว่าสุขภาพของเราก็จะทรุดโทรมลงไปได้ สิงที่เห็นได้ชัดเจนคือผิวพรรณที่ดูหมองคล้ำไม่สดชื่น แม้ว่าเราทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าการพักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ว่าหลายๆคนก็ละลายการนอนไป เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเอง ทั้งพฤติกรรมการติดโทรศัพย์

การออกไปเที่ยวยามราตรี และการทำงานที่ไม่เป็นเวลา ส่งผลทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอน คุณจะกลายเป็นคนนอนและในที่สุด เมื่อคุณเกิดนอนดึกบ่อยๆขึ้นจนติดเป็นนิสัยพฤติกรรมการนอนไม่หลับก็จะตามมา หลายๆครั้งที่คุณต้องการการพักอย่างจริงจัง แต่ว่าพฤตกรรมการนอนของคุณที่เปลี่ยนไปนั้นส่งผลให้คุณนอนไม่หลับ และเมื่อคุณนอนไม่หลับสิ่งที่ตามาก็คืออาการหงุ่ดหงิด เพราะนอกจากจะนอนไม่คุณก็รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวอีกด้วย หลายๆคนพึ่งวิธีที่ผิดๆโดยการไปพึ่งยานอนหลับ

ทำให้ทุกครั้งที่คิดจะหลับคุณจะต้องอาศัยยานอนหลับตลอด ซึ่งยาเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณเป็นอย่างมาก ซึ่งผลดีที่มันช่วยให้คุณนอนหลับได้นั้นหรือเวลาที่คุณเครียดๆยาเหล่านี้ก็มีส่วนที่จะทำให้อาการเหล่านี้ของคุณดีขึ้นได้ แต่ว่าผลเสียที่ตามนั้นหากกินเข้าไปเป็นประจำแล้วจะส่งผลต่อร่างกายคุณ ดังนี้

 

  • คุณจะรู้สึกวิงเวียนศรีษะ ปวดหัว และอาจจะทำให้คุณทรงตัวไม่อยู่จนเกิดอุบัติเหตุได้
  • ยานอนหลับนั้นจะส่งผลทำให้คุณเกิดปัญหาทางระบบทางเดินอาหารได้ เช่น ท้องร่วง และคลื่นไส้อาเจียน
  • คุณจะรู้สึกง่วงระหว่างวันมากขึ้น ซึ่งการง่วงไม่เป็นเวลาของคุณนั้นอาจจะส่งผลร้ายต่อคุณ เช่นหลับในเวลาที่คุณขับรถ และนั่นอาจจะทำให้คุณเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
  • ยานอนหลับจะทำให้คุณมีปัญหาทางด้านความทรงจำระหว่าง และอาจจะส่งผลถึงความทรงจำของคุณในระยะยาวได้
  • คุณจะรู้สึกอาการแพ้ยาที่รุนแรงได้ เช่น บนใบน่า ลิ้น ริมฝีปาก และลำคอคุณก็จะบวม เกิดลมพิษ ผื่น ได้ง่าย ระบบหายใจของคุณจะผิดปกติส่งผลทำให้หายใจลำบากมากขึ้น

 

หากคุณอย่างที่จะทำให้การนอนของคุณนั้เป็นปกติ คุณควรเริ่มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในบางส่วน เช่น งดการเที่ยวกลาง ติดโทรศัพย์ให้น้อย แบ่งเวลาในการทำงานให้มากขึ้น และหาตัวช่วยที่ถูกวิธีสำหรับการนอนของคุณ เช่นอาจจะหาเทียนหอมมาจุดเพื่อให้กลิ่นหอมเป็นตัวช่วยในการนอนของคุณ เพราะไม่เช่นนั้นคุณก็จะเสียหายการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณอาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่เคย และที่สำคัญอาจจะทำให้เกิดอุบัติซึ่งสามารถทำให้คุณเจ็บตัวได้ซึ่งอาจจะเกิดจากการง่วงไม่เป็นเวลา และหลับใน

 

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

คุณสามารถแยกออกหรือไม่ว่าไข้หวัดธรรมดากับไข้หวัดใหญ่ต่างกันอย่างไร

ปัญหาการเป็นไข้หวัดเชื่อว่าในแต่ละปี ทุกคนคงเคยเป็นไข้หวัดกันมาบ้างแล้วอาจจะมีอาการปีละ 2-3 ครั้งซึ่งแล้วแต่ความแข็งแรงของร่างกายของแต่ละคนปัญหาการเป็นไข้หวัดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงคนแก่ที่ชราภาพมากแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นไข้หวัดกันได้ ยิ่งในช่วงนี้ที่อาการแปรปรวนเราสามารถเป็นไข้หวัดได้แทบทุกฤดู แต่การเป็นไข้หวัดก็มีหลายสายพันธ์ให้เป็นซึ่งตอนนี้มีทั้งไข้หวัดธรรมดา มีทั้งไข้หวัดใหญ่และยังมีการแตกไปเป็นสายพันธ์ต่างๆอีกด้วย อย่างที่เรารู้กันว่าไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาและยังสามารถสร้างอันตรายให้กับชีวิตเราได้มากกว่าไข้หวัดธรรมดาหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

แต่ใครสามารถแยกแยะออกได้หรือไม่ว่าที่เรากำลังป่วยอยู่นี้ เราเป็นไข้หวัดธรรมดา หรือเราเป็นไข้หวัดใหญ่กันแน่ วันนี้เราจึงข้อมูลการเปรียบเทียบไข้หวัดทั้งสองแบบมาฝากกันเพื่อที่เราจะได้รู้วิธีการรักษาตัวเองเบื้องต้น ซึ่งหากเราเป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอแค่เพียงซื้อยามากินเองก็หาย แต่หากเรากำลังเป็นไข้หวัดใหญ่อยู่ละก็ควรจะรีบไปพบแพทย์ทันที

  1.  อาการไข้   สำหรับคนที่เป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา  จะมีอาการของไข้ต่ำๆไม่สูงมากซึ่งเราสามารถหาซื้อยามาทานเอง เช่นยาไทลินอลสำหรับลดไข้กินเพียงแค่ 1-2 วันก็หายแล้ว แต่สำหรับคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการไข้ขึ้นสูงมาก ถ้ากินยาลดไข้อาการไข้ก็จะลดลงแต่ถ้าหมดฤทธิ์ยาอาการไข้ก็จะกลับมาอีกซึ่งคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการเป็นไข้นานมากกว่า 3-4 วัน
  2. ปวดหัว สำหรับคนที่เป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา   จะปวดหัวแค่นิดหน่อยนอนพักผ่อนไม่นานก็จะหายไปเองหรือครั้งอาการปวดหัวก็ไม่เกิดขึ้นเลย แต่สำหรับคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่  มักจะมีอาการปวดหัวรุนแรงมากกว่า
  3. ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว    สำหรับคนที่เป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา   จะมีอาการปวดเมื่อยเพียงเล็กน้อยหรืออาจจะไม่มีอาการเลย  แต่สำหรับคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีอาหารปวดเมื่อยเนื้อตัวเป็นอย่างมาก
  4. อาการอ่อนเพลีย  สำหรับคนที่เป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา   จะมีอาการเพลียนิดหน่อยเป็นไม่นานแค่วันหรือสองวันก็ดีขึ้นแล้ว แต่สำหรับคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่  จะมีอาการอ่อนเพลียหลายวันมากบางครั้งนานเป็นอาทิตย์เลยก็มี
  5. อาการไอ   สำหรับคนที่เป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการไอนิดหน่อย ลักษณะเป็นการไอแบบแห้งๆ      แต่สำหรับคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการรุนแรงมากและยังมีเสมะเยอะ ซึงจะมีลักษณะเหนียวๆข้นๆ

 นี่เป็นเพียงแค่อาการบางสวนที่เป็นข้อแตกต่างระหว่างไข้หวัดกับไข้หวัดใหญ่

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  แทงหวยลาว

รู้จัก หวยยี่กี่ กันหรือยัง?

มาครั้งนี้จะขอแนะนำให้เพื่อน ๆรู้จักกับ  หวยยี่กี่ หวยออนไลน์ที่ออกรางวัลบ่อยมาก ๆ แต่การออกต่างกับหวยที่รัฐบาลออกแบบสิ้นเชิงเลยครับ โดยรวม ๆแล้วจะออกอยู่ทั้งหมด 88 รอบต่อวัน หรือถ้าคิดเป็นนาทีก็จะออกทุก ๆ 15 นาที ครับ สามารถแทงได้ตลอด 24 ชม.  ส่วนแนวทางการเล่นก็จะแทงเหมือนกับ ล็อตเตอรี่ นั่นเองครับ 

หวยยี่กี่ ออกผลรางวัลตอนไหน ?

 รอบแรกที่เปิดให้แทงจะเปิดตั้งแต่เวลา 05.00 น. ครับ แต่ผลจะออกครั้งแรกที่เวลา 6.00 โมงครับ และรอบสุดท้ายที่ปิดรับแทงหวยยี่กี่ก็จะปิดในช่วง เวลา 03.45 น.  สามารถแทงได้ตลอดไม่มีจำกัดจำนวนครั้ง แต่ทุก ๆครั้งจะต้องแทงเลขให้ได้มากกว่า 20 ตัว ถึงจะมีสิทธิรับเงินรางวัลจากหวยยี่กี่ครับ 

 และในแต่ละรอบเมื่อจบการประกาศผลทางระบบมีใช้เวลาคิดคำนวณประมวลผลต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า ตรวยโพย ประมาณ 2 – 3 นาทีครับ หลักจากนั้นถ้าคุณแทงถูกระบบก็จ่ายเงินให้กับคุณเพื่อที่จะได้นำเอาไปแทงในตาต่อไปได้ทันเวลาครับ   

อัตราการจ่ายหวยยี่กี่

      อัตราการจ่ายของหวยยี่กี่นั้นสูงจนน่าดึงดูดเข้าไปเล่นมาก ๆครับ โดยอัตราการจ่าย 3 ตัว จะอยู่ที่บาทละ 800  และ แบบ 2 ตัว อัตราการจ่ายอยู่ที่บาทละ 90 ครับ 

แล้วหวยยี่กี่เล่นยังไงให้ได้เงิน 

  ถ้าจะหาสูตรการเล่นหวยยี่กี่ออนไลน์แบบให้ได้เงิน 100% นั้นไม่มีหรอกครับ จะมีแต่ก็พวกเทคนิคทำเงินมากกว่าครับ  ซึ่งเทคนิคข้อคิดที่คุณจะต้องตั้งเป้ากับการเสี่ยงโชครูปแบบอย่างนี้ก็มีอยู่ว่า เราจะเล่นยังไงให้ไม่เสียเงินไปมากกว่าจากเงินที่ลงทุนไปนั่นเอง 

        สำหรับเทคนิคแรกที่ขอแนะนำเลย คือ เทคนิคแบบซื้อหวย 50 ตัว ครับ  เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ไม่ต้องใช้ความคิดและสมองเยอะเลยครับ ซึ่งหวยยี่กี่มันจะมีทั้งหมด 99 ตัว ซึ่งเราซื้อหวยได้มากเลขเท่าไหร่เราก็มีโอกาสถูกรางวัลสูงมากขึ้นเท่านั้น  แต่ทั้งนี้ก็ต้องลงเงินอย่างมีขอบเขต ตัวอย่างเช่น สมมุติถ้าคุณลงเล่นทั้งหมด 50 ตัว ด้วยเงินลงทุนที่ตัวละ 2 บาท หากถูกขึ้นมาคุณก็จะได้รับกำไร 40 บาทครับ 

ส่วนวิธีสุดท้ายที่อยากบอกเพื่อน ๆก็จะเป็นเทคนิคการแทงหวยยี่กี่ที่เลขหลักสิบครับ ขั้นตอนนี้คุณจะต้องดูก่อนกว่า 2 ตัวล่างนั้นออกเลขตัวใด เมื่อทราบแล้วตาต่อไปก็ให้นำเอาเลขหลัก 10 ของ หวย 2 ตัวล่างนั้นมาแทง ตัวอย่างเช่น  ตาก่อนหน้าเลข 2 ตัวล่าง ออกมาเป็น 79 ตาต่อไปก็ให้คุณนำเอาเลข 7 มายึดเป็นหลัก เปรียบเสมือนเลขวิ่ง จากนั้นให้นำมาแทงในลักษณะเรียงรูดกันทั้ง 2 ตัว คือ แทงไล่ตั้งแต่ เลข 5 4 3 2 1เป็นต้น ครับ  

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

ใครบอกว่าเป็นเอดส์ต้องตาย ดูแลดีก็มีชีวิตปกติได้

ลบล้างทุกความเชื่อเก่าๆเกี่ยวกับโรคเอดส์ไปได้เลยว่า ผู้ใดที่เป็นโรคเอดส์ หรือติดเชื้อ HIV จำเป็นที่จะต้องตายสถานเดียว เทคโนโลยีทางด้านการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว ถ้าหากคนไข้เข้ารับการดูแลและรักษาอย่างถูกทาง สามารถดำเนินชีวิตอยู่อย่างปกติสุขร่วมกับคนธรรมดาทั่วไปได้อีกนับสิบปีเลยทีเดียว

เชื่อว่าชาวไทยหลายๆคนยังคงติดอยู่กับภาพเดิมๆว่าคนไข้โรคเอดส์จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมาน มีแผลขึ้นตามตัว และก็ในที่สุดก็เสียชีวิตทุกราย เนื่องจากว่ายังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ 100% แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ข้อเท็จจริงเป็นยังไง เทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ก้าวล้ำไปถึงไหนแล้ว

ทราบไว้ก่อน ผู้ติดโรค HIV กับ ผู้ป่วยโรคเอดส์ แตกต่างกัน!

อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีบางคนที่สับสนว่า ผู้ที่ติดโรค HIV กับผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคเอดส์ คือคนเดียวกัน ความหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทั้งสองอย่างให้ความหมายไม่เหมือนกัน

ผู้ติดเชื้อ HIV คือ คนที่ได้รับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายแล้ว แล้วก็ยังไม่มีลักษณะการป่วยใดๆก็ตาม

ผู้ป่วยเอดส์ คือ คนที่ติดเชื้อโรค HIV และก็มีอาการป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส ซึ่งก็คือมีอาการป่วยด้วยโรคอื่นๆที่เข้ามาทำร้ายร่างกายในช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังจะมีภูมิคุ้มกันโรคบกพร่อง ตัวอย่างเช่น วัณโรคในปอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือโรคผิวหนังบางชนิด (อย่างที่พวกเรามักจะเห็นกันว่าผู้ป่วยเอดส์มีแผลเต็มร่างกาย ซึ่งไม่ได้มาจากการเป็นโรคเอดส์ แต่ว่ามาจากโรคอื่นๆที่เข้าทำร้ายร่างกาย หลังภูมิคุ้มกันบกพร่อง)

ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเอดส์รักษาโรคฉวยโอกาสต่างๆจนกระทั่งหายดีแล้ว ก็จะกลับมาอยู่ในสถานะผู้ติดเชื้อ HIV อีกรอบ

เอดส์ ไม่ได้เป็นแล้วจะต้องเกิดแผลเต็มตัว แล้วในที่สุดก็เสียชีวิต อย่างที่ใครหลายๆคนคิด!

ปัจจุบันนี้โรคเอดส์มิได้น่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รักษาให้หายขาดได้ แต่ว่าก็สามารถรับการดูแลรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส HIV ซึ่งครอบคลุมอยู่ในสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพ ที่ทำให้ผู้ติดเชื้อโรคทุกคน ได้รับยาต้านทานเชื้อไวรัสทันทีที่ตรวจเจอ ยิ่งเริ่มทานยาเร็วมากแค่ไหน ยิ่งเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลาย สามารถไปเรียน ทำงาน แล้วก็ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เสมือนคนธรรมดาทั่วๆไป

ในกรณีที่พบคนป่วยร่างกายทรุดโทรม จนกระทั่งจำเป็นต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาล ต่อจากนั้นจึงเริ่มมีแผลขึ้นตามเนื้อตามตัว และก็เสียชีวิตนั้น มีสาเหตุจากการที่คนป่วยติดเชื้อ แล้วไม่ได้เข้ารับการดูแลรักษา ไม่ได้รับยาต้านเชื้อไวรัส และก็เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนเท่านั้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

การเบิร์นหูฟัง Burn In เป็นอย่างไร

การเบิร์นหูฟัง Burn In หรือการปลดล๊อคหูฟัง

ให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นไปอีกขั้นตอนเราซื้อหูฟังมาแรกๆ ตัว Diaphragm ไดร์อาแฟรม หรือตัวขับเสียงของหูฟัง อาจจะแข็งมากๆ พอเราใส่ฟังครั้งแรกเสียงที่ออกมาจะดูแข็งๆ ไม่เหมือนที่เราได้ไปลองรุ่นเดียวกันที่ร้าน เพราะของที่ให้ลองนั้นอาจจะมีการเบิร์นให้เข้าที่เข้าทางมาก่อนอยู่แล้ว

จึงทำให้มีประสิทธิภาพที่สูงตามอย่างที่บางคนหรือบางร้านรีวิวเอาไว้ การเบิร์นหูฟังนั้น จะทำให้ตัว ไดรอาแฟรม นั้นเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ไม่กรอบแข็งตัวจนเกินไป การเบิร์นหูฟังมีหลายวิธีหลายแบบที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมาก เพราะยังไม่มีสูตรตายตัวอย่างใด เราจะมายกตัวอย่างวิธีการเบิร์นหูฟังแบบง่ายๆ โดยรักษาสภาพหูฟังโดยไม่ให้พัง ดังนี้

1.ใช้ไฟล์ความละเอียดสูง Lossless Audio File

เป็นวิธีที่ยอมรับกันแทบจะทั่วโลกเพราะได้ผลค่อนข้างดี หลักๆให้ไปหาไฟล์เพลงนามสกุล FLAC DSD WAV เป็นต้น แนวเพลงที่แนะนำที่ใช้ในการเบิร์นหูฟังคือแนวเพลง Classic เพราะจะมีเครื่องดนตรีหลายชนิด ทำให้มีเสียงที่ครบถ้วน และ Dynamic ที่ดีมากๆ ค่อนข้างเหมาะอย่างมากในการเบิร์นหูฟังครับ แต่อย่าไปหาไฟล์เสียงที่ใช้สำหรับเบิร์นลำโพง เพราะไดร์อาแฟรมของลำโพงกับไดร์อาแฟรมของหูฟังมีความละเอียดที่ไม่เท่ากัน อาจทำให้ ไดร์อาแฟรมของหูฟังเราเสียหายได้

2.จัด Playlist สำหรับเบิร์น อิน การจัด Playlist

อาจจะเลือกไว้สำหรับ 5-10 เพลง เปิดวนไปวนมาสัก 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้เบิร์นหูฟังได้ต่อเนื่อง แต่ไม่ควรเปิดไว้ทั้งวัน เพราะอาจจะก่อให้เกิดการเสียหายต่อไดร์อาแฟรมของหูฟังเราได้ หรือจะพูดให้ถูกคือให้ตัวไดร์อาแฟรมของหูฟังเรา ได้มีเวลาพักบ้าง ไม่ใช้งานหนักจนเกินไป

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับการเบิร์นหูฟังวิธีที่ยกตัวอย่างมาแนะนำคือวิธีที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันเบิร์นหูฟัง ส่วนการเบิร์นที่แท้จิงนั้นไม่มีใครทราบได้เพราะมีมากมายหลายวิธีให้ถกเถียงกันอยู่เรื่อยๆ ก็แล้วแต่เพื่อนๆ ว่าชอบแบบไหนกันบ้าง อันนี้เป็นวิธีที่แนะนำข้างต้นเท่านั้นนะครับ

 

ขอบคุณเรื่องราวเหล่านี้โดย  เครื่องช่วยฟัง

หูฟัง Wireless ( หูฟังไร้สาย )

ลักษณะของ หูฟัง Wireless ( หูฟังไร้สาย )มีดังนี้

เป็นหูฟังอีกชนิดหรืออีกหนึ่งทางเลือกซึ่งเป็นแบบไร้สาย ลักษณะการใช้งานของหูฟัง Wireless ( หูฟังไร้สาย ) จะทำงานผ่านระบบเชื่อมต่อกับ Bluetooth ระยะการเชื่อมต่อที่ไกลมากขึ้นกว่าแบบหูฟังแบบสายเนื่องจากหูฟังแบบสายจำเป็นจะต้องมีรูเสียบแต่หูฟังแบบ Wireless ต้องการระบบ Bluetooth ช่วยแตกต่างกันออกไป เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพและง่ายสะดวกสบายยิ่งขึ้น

บางรุ่นมีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง และระบบการพูดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เพราะหูฟังชนิดนี้จะมีประโยชน์ในการใช้ในการสื่อสารมากที่สุด ตอบโจทย์ผู้คนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในรถยนต์หรือผู้ที่ให้งานบริการในด้านต่างๆ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานของบุคคลในปัจจุบันมากในสายงานนั้นๆ อาทิเช่น Call center ร้านอาหาร Drive Thru ต่างๆ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่ง คนขับรถยนต์ ส่วนใหญ่ล้วนใช้หูฟังแบบ Wireless ทั้งนั้น  ส่วนใหญ่ใช้งานได้ครอบคลุมมากๆ เนื่องจาก ระบบไร้สายทำให้เราสะดวกสบายสามารถฟังเพลงได้

แต่หลักๆที่หูฟังตัวนี้เป็นที่นิยมอย่างมากคือการใช้งานแบบสื่อสารเพราะการที่เราใช้หูฟัง แบบ Wirelees นี้จะทำให้เราพูดคุยสื่อสารในขณะที่เรากำลังยุ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เช่นการขับรถ เวลามีคนติดต่อสื่อสารเข้ามาเราแค่กดปุ่มที่ข้างหูบางรุ่นหรือกดรับผ่านโทรศัพท์และใช้งานขณะขับรถโดยไม่เป็นอันตรายได้ และหูฟัง Wireless ยังมีประสิทธิภาพค่อยข้างสูงในระดับนึง

หรือเราอาจจะอยากต่อโทรศัพท์มือถือเพื่อฟังเพลงเข้ากับรถยนต์แต่ก็อาจจะใช้โทรศัพท์ในบางกรณีด้วยทำให้เราไม่ต้องถอดหูฟังหรือถอดอย่างใดอย่างนึงออก ข้อเสียของมันคิอหูฟัง Wireless อาจจะไม่เหมาะกับการใช้ฟังเพลงมากนักเนื่องจากบางรุ่นความละเอียดเสียงจะน้อยเนื่องจากสร้างมาเพื่อการใช้งานในการสื่อสารมากกว่าแล้วแต่การใช้งานของบุคคลนั้นๆ

 

สนับสนุนโดย เครื่องช่วยฟัง

ไทรอยด์เป็นพิษ กับอาหารช่วยบรรเทา


ไทรอยด์เป็นพิษ กับอาหารช่วยบรรเทา
“ต่อมไทรอยด์” คือต่อมที่อยู่รอบๆ คอ ข้างหน้าลูกกระเดือก รวมทั้งใกล้กับหลอดลม ปฏิบัติหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำหรับเพื่อการปฏิบัติงานของร่างกาย แต่ว่าปัญหา คือ ถ้าต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ออกมาเยอะไป มีผลเสียกับร่างกาย หรือเรียกว่า “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ”

“ต่อมไทรอยด์”คือต่อมที่อยู่รอบๆ คอ ข้างหน้าลูกกระเดือก และใกล้กับหลอดลม ปฏิบัติหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำหรับเพื่อการดำเนินงานของร่างกาย แม้กระนั้นปัญหา ที่ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ออกมามากเกินความจำเป็น จะมีผลให้เป็นผลกระทบกับร่างกาย หรือเรียกว่า “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ” ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานมากขึ้น น้ำหนักตัวน้อยลงอย่างเร็ว ทั้งที่กินอาหารได้มากกว่าธรรมดา อุจจาระ เยี่ยวบ่อยมาก รวมทั้งอาจมีปัญหาสมาธิสั้น

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว พบได้บ่อยในหญิง มากยิ่งกว่าเพศชาย 5-10 เท่า มีตั้งแต่ที่ไม่มีการแสดงอาการอะไรก็ตามไปจนกระทั่งระดับร้ายแรงถึงกับตายได้ โดยผู้เจ็บป่วยมักมีลักษณะคอพอก ด้วยเหตุว่าต่อมไทรอยด์โตขึ้น คนไข้จะรู้สึกหรือมองเห็นก้อนขนาดใหญ่ที่รอบๆคอ บางรายมีลักษณะตาโปนร่วมด้วยเรียกว่า โรคคอพอกตาโปน ซึ่งพบมากที่สุดราวๆ ร้อยละ 60-80 ของผู้เจ็บป่วยต่อมไทรอยด์เป็นพิษทั้งปวง

สำหรับอาการโดยธรรมดา จะอ่อนเพลียง่าย หมดแรง นอนไม่หลับ ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน อาจมี อารมณ์ผันแปร รำคาญ หงุดหงิดง่าย ร่างกายมีการเผาผลาญสูงขึ้นมากยิ่งกว่าธรรมดา นํ้าหนักตัวลดน้อยลงอย่างเร็ว บางรายอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยมากเหมือนท้องเดิน กล้ามเนื้ออ่อนล้าโดยยิ่งไปกว่านั้นต้นแขนรวมทั้งต้นขา บางรายเป็นเรื้อรังจนถึงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แคลเซียมในเลือดสูง ทำให้กระดูกอ่อนแอ เปลี่ยนเป็นโรคกระดูกพรุน เพราะว่าร่างกายมีฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากไป จนกระทั่งมีผลต่อความสามารถสำหรับเพื่อการซึมซับแคลเซียม

ส่วนภาวการณ์ที่ต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤติ ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะหัวใจเต้นเร็วมากเปลี่ยนไปจากปกติ จับไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส อ้วก ท้องเดิน ตัวรวมทั้งตาจะเหลือง งงมากมึนหัวอย่างหนัก มีภาวการณ์ขาดน้ำแล้วก็บางทีอาจช็อก หรืออาจมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย โดยเหตุนี้โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็เลยเกิดเรื่องที่จะต้องมีความสนใจ ถ้าหากมีลักษณะควรจะรีบมาเจอหมอเพื่อรักษาให้ทันเวลา ถ้าหากรักษาช้าอาจจะทำให้มีอันตรายถึงชีวิตได้

โรคต่อมไทรอยด์ยังเกี่ยวพันกับของกินต่างๆ โดยของกินที่ช่วยบำรุงรักษามี 7 แบบ คือ

1.ไอโอดีน ในปลา หอยกาบ กุ้ง หอยนางรม ไข่ กระเทียม อื่นๆ อีกมากมาย

2.วิตามีนบี ในไข่แดง เครื่องในสัตว์ ปลา เมล็ดพืชต่างๆ ถั่วลันเตา นม เห็ด เม็ดอัลมอนด์

3.ธาตุซีลีเนียม ในปลาทูน่า เห็ด เครื่องในสัตว์ ถั่วเหลือง อื่นๆอีกมากมาย

4.สังกะสี ในเม็ดทานตะวัน เนื้อแกะ ถั่วพีแคน เมล็ดพืชต่างๆหอยนางรม ปลาซาร์ดีน อื่นๆอีกมากมาย

5.ทองแดง ในถั่วเหลือง เห็ดชิตาเกะ ข้าวบาร์เล มะเขือเทศ และดาร์กช็อกโกแลต

6.สารต้านอนุมูลอิสระ ในแครอท ผักโขม ถั่วเลนทิล ถั่วเหลือง ถั่วขาว เครื่องในสัตว์

7.ธาตุเหล็ก ในเครื่องในสัตว์ หอยนางรม ผักโขม ถั่วเหลือง ถั่วขาว แล้วก็เม็ดฟักทอง

แต่การทานอาหาร จำต้องกินให้หลากหลายประการ เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับอะไรบางอย่างมากจนเกินความจำเป็น หรือขาดสารอาหารบางจำพวกมากเกินความจำเป็น ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทั้งนั้น

เราจะจัดการกับความเครียดอย่างไรดี

ถึงตัวจะเป็นเด็ก แต่สมองและความคิดก็สามารถพัฒนาได้เรื่อยๆ และย่อมีความเครียดเช่นกัน เป็นเด็กใครว่าสบาย เด็กอย่างเราก็เครียดได้เหมือนกัน เพราะในแต่ละช่วงวัยของอายุ เรามักพบ เรื่องราวต่างๆ เข้ามาให้คิดอยู่เสมอ เรื่องเล็กน้อยของผู้ใหญ่ อาจจะแก้ไม่ตกสำหรับเด็กๆ ก็ได้ ดังนั้น เราไม่ควรสรุปความเครียดของใครว่าเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่

ความเครียดที่เกิดตามปกติ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งมากระตุ้น อย่างเช่น มีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ มีความสูญเสีย ฯลฯ แต่เมื่อปัญหาเหล่านั้นหายไป ตัวความเครียดก็จะค่อย ๆ หายไปด้วย โดยทุกช่วงวัยมีความเครียดเกิดขึ้นได้ และก็มีความเครียดที่แตกต่างกัน”

การจัดการความเครียดสำหรับวัยต่างๆ
วัยเด็กคงหนีไม่พ้นความเครียดที่เกิดขึ้นจากการเรียน การปรับตัวเข้าสังคมอย่างไรให้เข้ากับเพื่อนได้ เป็นที่ยอมรับ วัยรุ่น อาจมีความเครียดเรื่องจุดมุ่งหมายในชีวิต อนาคตที่จะเกิด การเป็นตัวของตัวเอง ฯลฯ
ช่วงวัยทำงานปัญหาความเครียดอาจเกิดขึ้น ทั้งเรื่องการทำงาน การตัดสินใจเลือกระหว่างทำงานกับการศึกษาต่อ เพราะอายุที่กำลังจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วัยทำงานต่างโหยหายถึงความมั่นคงในชีวิต การดูแลครอบครัว ฯลฯ ในช่วงวัยนี้มักมีความเครียดได้ง่ายทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวหากดูแลตนเอง ดูแลสุขภาพไม่ดีพอก็อาจมีปัญหาสุขภาพตามมา
ในช่วงวัยใกล้เกษียณหรือหลังวัยเกษียณ ความเครียดจะเปลี่ยนไปจากเดิมจากที่เคยโยหายความมั่นคงในชีวิต วัยนี้ก็จะมีแล้วทุกอย่างซะส่วนใหญ่ แต่ที่เข้ามาแทนที่ความเครียดก็คงหนีไม่พ้นความเหงาเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว จากเคยทำงานก็ไม่ได้ทำงานเหมือนก่อน หรือมีปัญหาสุขภาพ ฯลฯ

การสร้างความสมดุล ผ่อนคลายจากความเครียด อาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. การดูแลความเครียดสำหรับตัวเราเอง
2. ดูแลความเครียดคนรอบข้าง
ซึ่งความเครียดทั้ง 2 มีความสัมพันธ์กัน คือ การดูแลความเครียดของตนเองสำหรับวัยเด็ก วัยรุ่น ก็อาจจะไม่สามารถจัดการกับความเครียดนี้ได้ จึงต้องพึ่งพาคนรอบข้าง กลับกันในวัยที่เราเป็นผู้ใหญ่ หรือผู้มีความรู้ก็ต้องให้คำปรึกษากับคนอื่น หรือผู้ที่ไม่รู้จะจัดการกับปัญหาดังกล่าวยังไง โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ มีความเครียด เขาอาจไม่บอกใคร ไม่ยอมพูด ผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพูดคุยให้ความใกล้ชิด ให้คำแนะนำ โดยหากรู้สึกไม่ดี มีปัญหาอะไรก็ต้องบอก อาจบอกกับพ่อ แม่ หรือคนที่ไว้ใจ รวมทั้งสอนวิธีรับมือความเครียด คลายเครียดอย่างถูกวิธี เหมาะสมตามวัย ส่วนช่วงวัยรุ่น ต้องรับฟังให้มากขึ้น และการแก้ปัญหาก็ต้องเหมาะสม

โรคกระดูกอักเสบแก้ไขอย่างไร

หากมีอาการเป็นไข้หนาวสั่น มีอการปวดหรือบวมตามกระดูก หากเคลื่อนไหวได้น้อย หรือมีอาการอ่อนเพลีย บางครั้งเบื่ออาหาร อย่ามองข้ามมันไป เพราะจริง ๆ แล้ว คุณอาจจะกำลังป่วยเป็นโรคกระดูกอักเสบได้

โรคกระดูกอักเสบ คืออะไร?
รองอธิบดีการการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคกระดูกอักเสบ เกิดจากการที่กระดูกของเราติดเชื้อ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย รองลงมาคือเชื้อรา โรคกระดูกอักเสบเกิดสามารถเกิดได้กับกระดูกทุกชิ้นของร่างกายที่พบบ่อย ๆ คือ กระดูกขา เท้า และกระดูกสันหลัง แต่มีความเจาะจงหากกระดูกอักเสบจะพบเพียงตำแหน่งเดียว แต่อาจพบหลายตำแหน่งพร้อมกันได้ นอกจากนี้ยังพบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ และมีโอกาสเกิดเท่ากันทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

สาเหตุของโรคกระดูกอักเสบ
สาเหตุของโรคกระดูกอักเสบเกิดได้ 3 ทาง คือ
1. การติดเชื้อจากกระแสเลือด
2. การติดเชื้อจากเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียงกระดูกที่อักเสบติดเชื้อ
3. การติดเชื้อจากเนื้อเยื่อกระดูกขาดเลือดจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี

โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้หนาวสั่น และปวดบวมตามกระดูกที่อักเสบ หากเคลื่อนไหวกระดูกส่วนที่อักเสบได้น้อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ในกระดูกอักเสบเรื้อรังมักมีแผลและหนองไหล ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงกับกระดูกอักเสบเจ็บ โต คลำพบก้อน

กลุ่มเสี่ยงโรคกระดูกอักเสบ
นายแพทย์สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กล่าวว่า ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงจากโรคกระดูกอักเสบ อาทิ
• เกิดอุบัติเหตุ หรือผ่าตัดกระดูกหรือข้อในระยะเวลา 1-3 เดือนก่อนเกิดกระดูกอักเสบ
• ป่วยด้วยโรคที่ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดแดงแข็ง
• ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดยา
เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคกระดูกอักเสบ
แพทย์จะพิจารณาจากประวัติการเจ็บป่วยในด้านกระดูกก่อนอันดับแรก แล้วจากนั้นจึงการตรวจร่างกายในตำแหน่งกระดูกที่มีอาการโดยการเอกซเรย์ การเพาะเชื้อจากหนอง และอาจตัดชิ้นเนื้อกระดูกชิ้นที่มีอาการเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อนำมาวินิจฉัยให้ได้ผลแน่นอนที่สุด

การรักษาโรคกระดูกอักเสบ
การรักษาโรคกระดูกอักเสบ มี 2 วิธีหลัก ได้แก่
1. การให้ยา โดยจะให้ยาฆ่าเชื้อชนิดที่ตรงกับเชื้อที่ตรวจพบ โดยให้ยาทางเลือด แบบหลอดเลือดดำและรับประทานยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ที่จะประเมินจากชนิดของเชื้อ ความรุนแรงของอาการอักเสบ และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย
2. การผ่าตัดมีหลากหลายวิธีซึ่งขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ ได้แก่ การผ่าตัดปลูกกระดูกใหม่ การตัดขาในกรณีที่เกิดการอักเสบที่กระดูกขาแบบรุนแรงมากและเรื้อรัง
อย่างไรก็ตามเราควรที่จะเรียนรู้แบบ กันไว้ดีกว่าแก้ คือป้องกันไว้ดีกว่ามาตามรักษา ทั้งนี้วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของเครื่องใช้อยู่เสมอ คอยระมัดระวังอย่าให้มีดบาดหรือเกิดอุบัติเหตุจนมีแผล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกอักเสบ ทั้งนี้ผู้ที่มีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่แน่ใจในอาการ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาต่อไป

มันหมู อาหารสุขภาพ จริงหรือ

เป็นข่าวมานานแล้วสำหรับการเปิดเผยของนักวิจัยถึง 100 อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในโลก ที่เป็นที่สนใจของชาวไทยหลายคนคงจะเป็นที่อันดับ 8 เป็น “มันหมู” อาหารที่แพทย์หลายคนเคยบอกเอาไว้ว่าอย่ารับประทานมาก แต่ดันติดโผอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเสียอย่างนั้น แล้วเราควรรับประทานมันหมูหรือไม่?

สำนักข่าว BBC นำเสนอผลวิจัยจากทีมนักวิทยาศาตร์ที่วิจัยอาหารกว่า 1,000 ชนิด เพื่อวัดคุณค่าทางโภชนาการของอาหารแต่ละชนิดที่คนทั่วไปรับประทาน เแสวงหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่สุดสำหรับประชากรโลก แล้วเผยแพร่ลงในวารสาร The Plos One ปรากฏว่า 1 ใน 10 อาหารที่มีโภชนาการสูงที่สุดในโลก คือ “มันหมู” ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาหารดีต่อสุขภาพอันดับ 8 ของโลก ด้วยคะแนน 73 จาก 100 คะแนน

คุณค่าทางอาหารของ “มันหมู”
ทีมนักวิจัยให้เหตุผลว่ามันหมู เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีและแร่ธาตุหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังมีไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่ามันเนื้อและมันแกะด้วย แม้ว่าจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ผลวิจัยนี้ได้รับการรับรองโดยนักโภชนาการจากสิงคโปร์ ซึ่งยืนยันว่ามันหมูประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากถึงร้อยละ 60 และยังมีกรดโอเลอิค ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งดีต่อหลอดเลือดหัวใจและช่วยบำรุงผิว รวมถึงช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายด้วย

ช้าก่อน! อย่าเพิ่งรีบไปซื้อมันหมูมากิน
ถึงแม้ว่ามันหมูจะมีคุณค่าทางสารอาหารครบ แต่เราก็ต้องบริโภคให้พอดี เพราะมันหมูยังเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง หากรับประทานมากเกินไปจะทำให้เสี่ยงไขมันอุดตันเส้นเลือดได้เช่นกัน

รับประทานมันหมูให้ปลอดภัย
หากคิดจะรับประทานมันหมู ควรบริโภคส่วนเนื้อ และรับประทานคู่กันกับผัก

  • ใช้วิธีต้ม หรือผัด มากกว่าการย่าง หรือทอด
  • ไม่ควรบริโภคหมูที่ผ่านกรรมวิธีต่างๆ เช่น แฮม โลโลน่า ไส้กรอก ฯลฯ
  • ไม่ควรบริโภคมันหมูมากเกินไป โดยกำหนดว่าไม่เกิน 100 กรัมต่อมื้อ ไม่เกินวันละครั้ง สัปดาห์ละไม่เกิน 3 วัน